.jpg)
ทองคำยังอยู่ในแนวโน้มขาลง ขณะที่ตลาดจับตาการประชุม FOMC
ทองคำยังคงปรับตัวลงต่อเนื่องจากแนวโน้มขาลงที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม โดยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นผลักดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ตัวเลข PPI และ CPI ของสหรัฐฯ ต่างสะท้อนว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตลาดเพิ่มการคาดการณ์ต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในเดือนกันยายน และส่งผลกดดันต่อราคาทองคำ ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ก็ยังเป็นปัจจัยที่ตลาดนำมาปรับราคาในทองคำอย่างต่อเนื่อง
เข้าสู่สัปดาห์นี้ การประชุม FOMC คือเหตุการณ์สำคัญที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดที่สุด โดยเมื่อเทรดเดอร์ได้สะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยเข้าไปในราคาส่วนใหญ่แล้ว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ แต่คือ ผู้กำหนดนโยบายจะส่งสัญญาณถึงทิศทางนโยบายการเงินจากนี้อย่างไร
บนกราฟรายวันของ XAUUSD ทองคำปรับตัวลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังเคลื่อนไหวในลักษณะที่ผันผวนและไร้ทิศทางที่ชัดเจน หลังจากราคาหลุดระดับ $4,400 ลงมา ทองคำยังคงมีแนวรับสำคัญบริเวณ $4,300
การ Breakout ออกจากกรอบ $4,300–$4,400 อย่างชัดเจนก่อนแถลงการณ์ของ Fed ในวันพุธยังมีโอกาสเกิดขึ้นไม่มากนัก ดังนั้นเทรดเดอร์อาจพิจารณาหลีกเลี่ยงการเปิดสถานะขนาดใหญ่ในทิศทางใดทิศทางหนึ่งจนกว่าจะเห็นสัญญาณที่ชัดเจนจาก Fed

ในระยะสั้น หากราคาปิดรายวันต่ำกว่า $4,300 ได้อย่างชัดเจน จะเป็นสัญญาณว่าฝั่งขายกำลังเข้าควบคุมตลาดมากขึ้น และอาจเปิดทางให้ราคาปรับตัวลงไปทดสอบระดับ $4,200 และอาจลงต่อถึง $4,000
ในทางกลับกัน หากราคาสามารถ Breakout เหนือ $4,400 ได้อย่างเด็ดขาด อาจสะท้อนว่าตลาดกำลังมองการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ในลักษณะ “Sell the Rumor, Buy the Fact” หรือขายจากการคาดการณ์ล่วงหน้าและกลับเข้าซื้อเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง ซึ่งอาจเปิดทางให้แรงซื้อกลับเข้าสู่ตลาดและผลักดันทองคำขึ้นไปทดสอบระดับ $4,500
การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันเหนือระดับ $100 เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดดันทองคำในช่วงที่ผ่านมา
การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบียเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประกอบกับสถานการณ์ที่เลวร้ายลงสำหรับการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ตลาดกังวลมากขึ้นว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานในวงกว้าง
ความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานที่เพิ่มขึ้นส่งผลกดดันต่อทองคำในช่วงแรก
ต่อมา ราคาน้ำมันปรับตัวลงหลังมีข่าวเกี่ยวกับความพยายามทางการทูตครั้งใหม่ ซึ่งช่วยให้ทองคำเริ่มทรงตัว อย่างไรก็ตาม รายงานว่าซาอุดีอาระเบียได้ปิดท่อส่งน้ำมันที่ใช้เป็นเส้นทางเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับการเลื่อนการเจรจาระหว่างอิหร่านและประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้ราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งในการซื้อขายช่วงต้นวันจันทร์
ตราบใดที่ความขัดแย้งยังคงส่งผลกระทบต่อแนวโน้มอุปทานพลังงานและทำให้ราคาน้ำมันยืนเหนือ $100 เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอาจยิ่งตอกย้ำความคาดหวังว่า Fed จะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันต่อทองคำ
CPI ทั่วไปของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ขณะที่ Core CPI เพิ่มขึ้น 0.3% ซึ่งทั้งสองตัวเลขสูงกว่าการรายงานครั้งก่อน เมื่อรวมกับตัวเลข PPI และการจ้างงานที่ออกมาดีกว่าคาดก่อนหน้านี้ ตลาดจึงประเมินโอกาสประมาณ 86% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 25 basis points ในเดือนกันยายน ส่งผลให้ทองคำยังคงเผชิญแรงกดดัน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตลาดได้สะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวเข้าไปในราคาเป็นส่วนใหญ่แล้ว หาก Fed ดำเนินการตามที่ตลาดคาดไว้ ผลกระทบจากการประกาศจริงอาจไม่รุนแรงเท่าที่เทรดเดอร์บางส่วนคาดการณ์
สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ การปรับตัวขึ้นของ CPI ในครั้งนี้มีสาเหตุหลักจากต้นทุนที่ส่งผ่านจากราคาน้ำมัน รวมถึงราคาฮาร์ดแวร์ที่เพิ่มขึ้นจากปัญหาขาดแคลนชิป AI มากกว่าจะเป็นผลจากเศรษฐกิจที่ร้อนแรงในวงกว้าง
ขณะเดียวกัน Supply Shock ที่เกิดจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่ปัจจัยที่การขึ้นดอกเบี้ยสามารถแก้ไขได้โดยตรง
หากตลาดมองว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในครั้งนี้เกิดจากปัจจัยฝั่งอุปทานมากกว่าความต้องการบริโภคในสหรัฐฯ ที่ร้อนแรง การขึ้นดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายของ Fed ในอนาคตจำกัดกว่ากรณีที่เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาร่วมกับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่กำลังใกล้เข้ามา และแรงกดดันด้านการคลังที่เพิ่มขึ้น หากตลาดมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นเพียงการปรับขึ้นครั้งเดียว แรงกดดันด้านขาลงของทองคำอาจถูกจำกัดไว้ในระดับหนึ่ง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งที่จะกำหนดทิศทางทองคำในระยะถัดไปไม่ใช่เพียงว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนหรือไม่ แต่คือ สัญญาณหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร — Fed จะหยุดพักการขึ้นดอกเบี้ย หรือกำลังเริ่มต้นรอบใหม่ของการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น?
• กรณีฐาน: ขึ้นดอกเบี้ย 25 bps
Fed ขึ้นดอกเบี้ย 25 bps โดย Warsh ยังไม่ให้คำมั่นที่ชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินการครั้งถัดไป หากเป็นไปตามกรณีนี้ ทองคำอาจเผชิญแรงกดดันในระยะสั้นหลังการตัดสินใจ แต่แรงซื้อมีโอกาสกลับเข้ามาเมื่อเทรดเดอร์ประเมินใหม่ว่า Fed ยังมีพื้นที่สำหรับการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกมากน้อยเพียงใด
• ความเสี่ยงสำคัญ: Fed ส่งสัญญาณ Hawkish ชัดเจน
หาก Warsh แสดงจุดยืนที่ Hawkish อย่างชัดเจน โดยย้ำว่าการควบคุมเงินเฟ้อยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญสูงสุด และเปิดทางสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม ราคาทองคำอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น
หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับตัวกลับเข้าใกล้ระดับ 5% ในสถานการณ์ดังกล่าว ทองคำอาจลงไปทดสอบระดับ $4,200 หรือต่ำกว่านั้น
• ปัจจัยที่ต้องจับตา: Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้
การไม่ขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้ถือเป็นสถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้ต่ำมาก แต่หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงและ Fed กลับเลือกที่จะไม่ขึ้นดอกเบี้ย อาจทำให้ตลาดปรับมุมมองต่อความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงิน Fed ครั้งใหญ่ ซึ่งในกรณีดังกล่าว ทองคำและพันธบัตรอาจปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกัน
โดยรวมแล้ว ทองคำมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบต่อไปจนกว่าจะถึงการตัดสินใจของ Fed ขณะที่การ Breakout ที่มีทิศทางชัดเจนอาจเกิดขึ้นหลังจากตลาดได้รับทราบ Forward Guidance แล้ว
การขึ้นดอกเบี้ยเองไม่ใช่ข่าวใหม่สำหรับตลาดอีกต่อไป — สิ่งที่ตลาดกำลังเทรดจริง ๆ คือโทนของ Fed และสัญญาณว่าก้าวต่อไปจะเป็นอย่างไร
โดยรวมแล้ว ทองคำมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบและยังเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น จากทั้งพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์และการปรับคาดการณ์เกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ย
การตัดสินใจของ Fed โดยเฉพาะ Forward Guidance ของ Warsh เกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ตลาดจะใช้ประเมินทิศทางทองคำต่อไป
นอกจาก Fed แล้ว สัปดาห์นี้ยังมีการประชุมกำหนดนโยบายการเงินของ Bank of England และ Bank of Japan รวมถึงชุดข้อมูลเงินเฟ้อและตลาดแรงงานจากสหรัฐฯ ยุโรป และสหราชอาณาจักร โดยตลาดคาดว่า BoE จะคงอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ BoJ มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 basis points
ขณะเดียวกัน พัฒนาการเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ควรจับตาอย่างใกล้ชิด
หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงในหลายภูมิภาค ธนาคารกลางขนาดใหญ่เริ่มเดินหน้าคุมเข้มด้านนโยบายการเงินไปพร้อมกัน และยังไม่มีความคืบหน้าที่มีนัยสำคัญในด้านภูมิรัฐศาสตร์ แรงกดดันด้านขาลงของทองคำในระยะสั้นอาจเพิ่มขึ้นอีก
อย่างไรก็ตาม การเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงแนวโน้มการลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการด้อยค่าของเงินตรา ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนทองคำในภาพระยะกลางถึงระยะยาว และอาจช่วยสร้างแนวรับให้กับราคาทองคำได้